LUMESEO
กรอบวิธีต่อหรือเลิกROI SEOSME ไทยตัดสินใจต่อสัญญาเวลาอ่าน 8 นาที

ทำ SEO 2 ปี ได้ผลไหม ต่อหรือเลิก

ก่อนต่อสัญญา ดู 3 ตัวเลขธุรกิจ เลือกต่อ ปรับ หรือเลิก จากข้อมูลไม่ใช่ความรู้สึก

เผยแพร่ 2026-08-19 · อัปเดต 2026-08-19

ข้อค้นพบหลัก:

ต่อหรือเลิกดู 3 ตัวเลข: ยอดสอบถาม ลูกค้าที่ปิด ต้นทุนต่อลูกค้า เทียบกับราคาสินค้า ถ้าต่ำกว่าราคา 30% ควรต่อ ใกล้ราคาต้องปรับ สูงกว่าราคาควรเลิก

ผู้เขียน

Sam

LUMESEO

ผู้ก่อตั้ง · SEO 8 ปี · AI engineering 3 ปี

Sam ผู้ก่อตั้ง LUMESEO ทำ technical SEO และการหาลูกค้าข้ามประเทศตั้งแต่ปี 2018 (อินเด็กซ์ สถาปัตยกรรม hreflang GSC) และตั้งแต่ปี 2023 ทำโครงหน้าและการสุ่มวัดสำหรับ AI Search บทความนี้เขาเขียนหรือตรวจสุดท้าย ข้อมูลมาจากการทดลองหรือโปรเจกต์ที่ไม่เปิดชื่อ ไม่สัญญาอันดับหรือการถูกโมเดลเอ่ยชื่อ

ดูประวัติ Sam

ขอบเขตการวิจัย

เจ้าของ SME ไทยที่ทำ SEO ประมาณ 1-2 ปี กำลังใกล้ถึงช่วงต่อสัญญากับเอเจนซี่ เกิดคำถามว่าทำมาแล้วได้ผลไหม จะต่อหรือเลิกดี บทความนี้ให้วิธีตัดสินใจด้วย 3 ตัวเลขธุรกิจ และตารางเทียบผล 3 แบบ คือ ต่อ ปรับ หรือเลิก ไม่ใช่คำแนะนำด้านเทคนิค SEO แต่เป็นกรอบการตัดสินใจด้วยข้อมูล

เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ ผู้จัดการฝ่ายขายหรือการตลาด ที่เข้าใจตัวเลขยอดสอบถาม ลูกค้า และต้นทุน แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจเทคนิค SEO

ปัญหา: ครบ 2 ปี ไม่รู้จะต่อหรือเลิกดี

คุณทำ SEO มากับเอเจนซี่ประมาณ 2 ปี ตอนนี้ใกล้ถึงช่วงต่อสัญญา คุณเริ่มลังเล: มีลูกค้าสอบถามเข้ามาแต่ไม่รู้ว่าคุ้มกับที่จ่ายไปไหม อยากต่อแต่กลัวเปลืองเงิน อยากเลิกแต่กลัวเสียที่สั่งสมมา เอเจนซี่บอกว่ากำลังเข้าที่ ควรต่อ แต่คุณไม่แน่ใจว่าจะเชื่อหรือไม่ เพราะไม่มีตัวเลขชัดเจนให้ตัดสินใจ คุณเลยไม่รู้ว่าที่ผ่านมา 2 ปีได้ผลจริงหรือไม่ และต่อหรือเลิกแบบไหนถึงจะถูกต้อง

  • มีลูกค้าสอบถามแต่ไม่รู้ว่าคุ้มกับเงินที่จ่ายไหม
  • เอเจนซี่บอกควรต่อ แต่ไม่แน่ใจจะเชื่อหรือไม่
  • กลัวต่อแล้วเปลืองเงิน กลัวเลิกแล้วเสียสิ่งที่สั่งสมมา
  • ไม่มีวิธีตัดสินใจจากข้อมูล ต้องเดาจากความรู้สึก

วิธี: ดู 3 ตัวเลข แล้วเลือก ต่อ/ปรับ/เลิก

อย่าตัดสินจากความรู้สึก ให้เก็บ 3 ตัวเลขจาก 6-12 เดือนที่ผ่านมา: ตัวแรก ยอดสอบถามลูกค้าต่อเดือน ตัวที่สอง จำนวนลูกค้าที่ปิดได้จริงต่อเดือน ตัวที่สาม ต้นทุนต่อลูกค้า 1 ราย (เอางบ SEO ต่อเดือนหารด้วยจำนวนลูกค้า) จากนั้นเอาไปเทียบกับราคาสินค้าต่อราย แล้วเลือก 1 ใน 3 แบบ: ได้ผลต่อ กลางปรับ ไม่ได้ผลเลิกหรือเปลี่ยน ทุกแบบมีเกณฑ์ชัดเจนด้านล่าง

ขั้น 1: เก็บยอดสอบถามต่อเดือน

เรียกดูรายงานสอบถามลูกค้าจาก 6-12 เดือนที่ผ่านมา นับเฉพาะสอบถามจริงที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการของคุณ ไม่นับสแปมหรือสอบถามขายของอย่างอื่น เขียนเป็นตัวเลขเฉลี่ยต่อเดือน เช่น 15 ราย/เดือน บันทึกไว้เป็นฐาน

ขั้น 2: หาจำนวนลูกค้าที่ปิดได้จริง

ถามทีมขายว่า จากยอดสอบถามเฉลี่ยต่อเดือน มีกี่รายที่ปิดเป็นลูกค้าจริง (จ่ายเงิน) เช่น 15 ราย ต่อเดือน ปิดได้ 2 ราย เท่ากับอัตราการปิดประมาณ 13% ตัวเลขนี้ออกมาคือผลของ SEO ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่จำนวนคนเข้าชม

ขั้น 3: คำนวณต้นทุนต่อลูกค้า

เอาค่างวด SEO ต่อเดือน (เช่น 30,000 บาท) หารด้วยจำนวนลูกค้าที่ปิดต่อเดือน (เช่น 2 ราย) ได้ต้นทุนต่อลูกค้า 15,000 บาท เทียบกับราคาสินค้าต่อราย (เช่น 100,000 บาท) ยิ่งต้นทุนต่อลูกค้าต่ำกว่าราคาสินค้ามากเท่าไร ยิ่งคุ้ม

ขั้น 4: เลือก ต่อ ปรับ หรือ เลิก

เอาตัวเลขไปเทียบกับเกณฑ์: ถ้าต้นทุนต่อลูกค้าต่ำกว่าราคาสินค้า 30% ขึ้นไป แปลว่าได้ผล ควรต่อ ถ้าอยู่ใกล้ราคาสินค้า แปลว่ายังพอใช้ได้แต่ต้องปรับ ถ้าสูงกว่าราคาสินค้า แปลว่าไม่ได้ผล ควรเลิกหรือเปลี่ยน ดูวิธีของแต่ละแบบในตาราง

ขั้น 5: นัดประชุมกับเอเจนซี่ด้วยตัวเลข

ก่อนต่อสัญญา นำตัวเลขทั้ง 3 ไปคุยกับเอเจนซี่ ถามให้ชัด: ยอดปัจจุบันเป็นไปตามที่ตกลงไหม จะเพิ่มอะไรในปีหน้า ให้ผลตอบแทนเท่าไร มีวิธีวัดผลอย่างไร คุยกันด้วยตัวเลข ไม่ใช่คำสัญญาลอย ๆ

ผล 3 แบบ: ต่อ ปรับ เลิก แต่ละแบบทำยังไง

แบบได้ผล: ต้นทุนต่อลูกค้าต่ำกว่าราคาสินค้า 30%

ถ้าคำนวณแล้วต้นทุนต่อลูกค้าต่ำกว่าราคาสินค้าต่อรายประมาณ 30% ขึ้นไป แปลว่า SEO ให้ผลตอบแทนที่ดี ควรต่อสัญญาและอาจเพิ่มงบเล็กน้อยเพื่อขยายผล เช่น ขยายไปคำค้นหาหรือตลาดใหม่ ทำต่ออย่างน้อยอีก 1 ปี และตั้งเป้าเพิ่มยอดสอบถามอีกราว 20-30% เพื่อให้ได้ลูกค้าลูกใหม่เพิ่มขึ้น

แบบกลาง: ต้นทุนต่อลูกค้าใกล้ราคาสินค้า

ถ้าต้นทุนต่อลูกค้าเทียบกับราคาสินค้าแล้วเกือบเท่ากัน (เช่น 80% ของราคาสินค้า) แปลว่ายังพอใช้ได้แต่กำไรน้อย ควรต่อต่ออีก 3-6 เดือนแบบมีเงื่อนไข: ให้เอเจนซี่ปรับปรุงให้ต้นทุนต่อลูกค้าลดลง เช่น เพิ่มเนื้อหา เพิ่มคำค้นหาที่ตรงลูกค้า ทำคอนเทนต์ให้ดีขึ้น ถ้าผ่านไป 3-6 เดือนต้นทุนยังไม่ลด ให้คิดเลิกหรือเปลี่ยนใหม่

แบบไม่ได้ผล: ต้นทุนต่อลูกค้าสูงกว่าราคาสินค้า

ถ้าต้นทุนต่อลูกค้าสูงกว่าราคาสินค้า แปลว่าเสียเงินมากกว่าที่ได้กลับมา ควรเลิก หรือเปลี่ยนวิธี ไม่ควรต่อสัญญาเดิมเปล่า ๆ สิ่งที่ควรทำ: ขอข้อมูลทั้งหมดคืน (คำค้นหา เนื้อหา รายงาน) ก่อนค่อยตัดสินใจเปลี่ยน หรือลองเปลี่ยนเอเจนซี่ใหม่ที่วัดผลด้วยตัวเลขแบบเดียวกัน เพื่อไม่ให้เสียทั้งเงินและเวลาต่อไป

อย่าตัดสินจากเดือนแค่เดือนเดียว

ในการเลือกแต่ละแบบ อย่าดูตัวเลขแค่เดือนเดียว ให้ดูค่าเฉลี่ย 6-12 เดือน เพราะ SEO มีฤดูกาล ลูกค้าอาจสอบถามน้อยในบางเดือน ดูแนวโน้มทั้งปี อย่าดูเดือนเดียวแล้วตัดสินใจ ไม่งั้นอาจเลิกทั้งที่กำลังจะค่อย ๆ ดีขึ้นหรือต่อทั้งที่ไม่ได้ผลจริง

เทียบผล 3 แบบ ต่อ ปรับ เลิก

เทียบผล 3 แบบ ต่อ ปรับ เลิก
แบบผลลัพธ์เกณฑ์ด้วยตัวเลขวิธีทำ
ได้ผลต้นทุนต่อลูกค้าต่ำกว่าราคา 30%ต่อสัญญา เพิ่มงบเล็กน้อย ขยายผล
กลางต้นทุนต่อลูกค้าใกล้ราคาสินค้าต่อ 3-6 เดือนแบบมีเงื่อนไข แล้วดูใหม่
ไม่ได้ผลต้นทุนต่อลูกค้าสูงกว่าราคาสินค้าเลิก ขอข้อมูลคืน เปลี่ยนวิธีใหม่

เกณฑ์เป็นค่ากลางเพื่อใช้ตัดสินใจ ตัวเลขจริงอาจต่างตามสินค้าและตลาด ควรดูค่าเฉลี่ย 6-12 เดือน

คู่มือปฏิบัติ

คู่มือ 2 สัปดาห์ก่อนต่อสัญญา

สัปดาห์ 1: เก็บตัวเลข

  • หาค่าเฉลี่ยยอดสอบถามต่อเดือน 6-12 เดือน
  • ถามทีมขายจำนวนลูกค้าที่ปิดได้จริงต่อเดือน
  • คำนวณต้นทุนต่อลูกค้า = งบ SEO หารจำนวนลูกค้า
  • เทียบต้นทุนต่อลูกค้ากับราคาสินค้าต่อราย

สัปดาห์ 2: ตัดสินใจและคุยกับเอเจนซี่

  • เลือกแบบ: ต่อ ปรับ หรือ เลิก จากตัวเลข
  • เตรียมคำถามให้เอเจนซี่ด้วยตัวเลขที่เก็บมา
  • นัดประชุมขอดูแผนปีหน้าและวิธีวัดผลที่ชัดเจน
  • เขียนเงื่อนไขต่อสัญญาลงในเอกสาร ก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ตัวอย่างสถานการณ์

2 ตัวอย่างจริง ต่อ กับ เลิก

แบรนด์อาหารเสริม: ต้นทุนต่ำ ตัดสินใจต่อ

สถานการณ์:แบรนด์อาหารเสริมทำ SEO กับเอเจนซี่ 2 ปี งบ 40,000 บาท/เดือน ยอดสอบถามเฉลี่ย 20 ราย/เดือน ปิดลูกค้าได้ 3 ราย ราคาสินค้าเฉลี่ย 200,000 บาท/ราย

แนวทาง:คำนวณ: ต้นทุนต่อลูกค้า = 40,000/3 = ประมาณ 13,000 บาท เทียบกับราคาสินค้า 200,000 บาท คิดเป็นเพียง 7% ซึ่งต่ำกว่า 30% มาก แปลว่าได้ผลดีมาก เจ้าของตัดสินใจต่อสัญญาและเพิ่มงบเป็น 50,000 บาทเพื่อขยายไปคำค้นหาใหม่

ผลลัพธ์:ปีที่ 3 ยอดสอบถามขึ้นเป็น 28 ราย/เดือน ปิดได้ 4 ราย ต้นทุนต่อลูกค้าลดลงอีก คุ้มจริง และสร้างกำไรให้แบรนด์อย่างชัดเจน การตัดสินใจต่อด้วยตัวเลขจึงถูกต้อง

ร้านค้าส่งสินค้าไลฟ์สไตล์: ต้นทุนสูง ตัดสินใจเลิก

สถานการณ์:ร้านขายส่งสินค้าไลฟ์สไตล์ทำ SEO 2 ปี งบ 25,000 บาท/เดือน ได้สอบถามเฉลี่ย 8 ราย/เดือน แต่ปิดลูกค้าได้แค่ 1 ราย ราคาสินค้าเฉลี่ย 20,000 บาท/ราย

แนวทาง:คำนวณ: ต้นทุนต่อลูกค้า = 25,000 บาท เทียบกับราคาสินค้า 20,000 บาท แปลว่าต้นทุนสูงกว่าราคาสินค้า เจ้าของขอข้อมูลทั้งหมดคืนจากเอเจนซี่ และตัดสินใจไม่ต่อสัญญา เปลี่ยนไปลองทำเองกับช่องทางอื่นแทน

ผลลัพธ์:แม้จะเสียเวลาไปบ้างแต่หยุดขาดทุนรายเดือนได้ทันที เพราะค่างวด 25,000 บาทที่เคยจ่ายกลายเป็นการลงทุนที่ให้ลูกค้าแค่ 1 รายไม่คุ้ม เมื่อเปลี่ยนวิธี ทำคอนเทนต์เองกับใช้ช่องทางโซเชียล เสียเงินน้อยกว่าและได้ผลกลับมาบางส่วน

รายการตรวจสอบ

Checklist ก่อนตัดสินใจต่อหรือเลิก

  • 01เก็บยอดสอบถามจริงเฉลี่ยต่อเดือน 6-12 เดือน
  • 02ถามจำนวนลูกค้าที่ปิดได้จริงต่อเดือนจากทีมขาย
  • 03คำนวณต้นทุนต่อลูกค้า = งบ SEO หารจำนวนลูกค้า
  • 04เทียบต้นทุนต่อลูกค้ากับราคาสินค้าต่อราย
  • 05ดูค่าเฉลี่ยทั้งปี ไม่ดูแค่เดือนเดียว
  • 06เลือกแบบ: ต่อ ปรับ หรือ เลิก จากตัวเลข
  • 07เตรียมคำถามให้เอเจนซี่ด้วยตัวเลขชัดเจน
  • 08ขอดูแผนปีหน้าและวิธีวัดผลที่ชัดเจน
  • 09เขียนเงื่อนไขต่อสัญญาลงในเอกสารก่อนตัดสินใจ

ตัวเลขที่ควรรู้ก่อนต่อสัญญา

เกณฑ์ว่าผลดี

ต้นทุนต่อลูกค้าต่ำกว่าราคา 30%

ต่ำกว่าราคาสินค้ามากเท่าไร ยิ่งคุ้ม ควรต่อ

ระยะเวลาเก็บข้อมูล

6-12 เดือน

ดูค่าเฉลี่ยทั้งปี อย่าตัดสินจากเดือนเดียวเพราะมีฤดูกาล

งบ SEO SME ไทยโดยเฉลี่ย

20,000-50,000 บาท/เดือน

ตัวเลขกลางตามขนาดธุรกิจและอุตสาหกรรม ใช้เป็นฐานคิดต้นทุนต่อลูกค้า

อัตราปิดลูกค้า B2B ทั่วไป

ประมาณ 5-15%

จำนวนลูกค้าที่ปิดได้จากยอดสอบถามทั้งหมด ดูจากทีมขายของคุณจริง

ตัวเลขเป็นค่ากลางเพื่อใช้ตัดสินใจ ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์ ควรใช้ข้อมูลจริงของธุรกิจคุณ

AI ค้นหา: ทำไมเนื้อหาดีถึงช่วยวัดผล

ลูกค้าไม่เพียงค้น Google แต่ถาม AI (ChatGPT, Gemini) ด้วย AI ตอบโดยอ้างอิงเว็บที่เนื้อหาชัดเจนและมีข้อมูลจริง ถ้าเว็บของคุณถูกปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาดี ก็มีโอกาสถูก AI แนะนำมากขึ้น นี่คือเหตุผลว่าแบบกลางที่ยังไม่ดีควรปรับเนื้อหาให้ดีขึ้นก่อนเลิก เพราะการปรับปรุงคุณภาพเนื้อหาช่วยทั้งผลค้นหาและผล AI

  • ก่อนเลิก ลองให้เอเจนซี่ปรับปรุงเนื้อหาให้ตรงคำถามลูกค้า ดูว่าดีขึ้นไหม
  • ใส่ข้อมูลจริงในเว็บ (ราคา ใบรับรอง กรณีศึกษา) เพื่อให้ AI อ้างอิงได้
  • อัปเดตเนื้อหาเป็นประจำ เพื่อให้ทั้ง Google และ AI เห็นว่ามีข้อมูลใหม่
  • ติดตามว่า AI ตอบเกี่ยวกับธุรกิจคุณว่าอย่างไร เพื่อดูคุณภาพเนื้อหา
  • ใช้ตัวเลขสอบถามจริงเป็นตัววัด ไม่ใช่แค่จำนวนคนเข้าชมเว็บ

ข้อจำกัดของบทความนี้

  • เกณฑ์ 30% เป็นค่ากลางเพื่อช่วยตัดสินใจ ตัวเลขจริงอาจต่างตามสินค้าและตลาดของคุณ
  • บทความนี้ให้กรอบการตัดสินใจด้วยตัวเลข ไม่ใช่คำแนะนำทางบัญชีหรือภาษี
  • ผลลัพธ์ SEO ไม่มีการรับประกันเวลา ตัวเลขระยะเวลาเป็นค่ากลาง ไม่ใช่สัญญา
  • ถ้าธุรกิจเปลี่ยนทิศหรือสินค้าไม่เป็นที่ต้องการ ตัวเลขอาจไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรดูบริบทประกอบ
  • การตัดสินใจต่อหรือเลิกขึ้นกับเป้าหมายระยะยาวของคุณด้วย ไม่มีคำตอบเดียวถูกต้องสำหรับทุกคน

3 ข้อที่ต้องจำ

ต่อหรือเลิกดู 3 ตัวเลข: ยอดสอบถาม ลูกค้าที่ปิดได้ ต้นทุนต่อลูกค้า แล้วเทียบกับราคาสินค้า
ต้นทุนต่อลูกค้าต่ำกว่าราคาสินค้า 30% = ต่อ ใกล้ราคาสินค้า = ปรับ สูงกว่าราคาสินค้า = เลิก
ดูค่าเฉลี่ย 6-12 เดือน ไม่ดูเดือนเดียว และคุยกับเอเจนซี่ด้วยตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก

คำถามที่พบบ่อย

ทำ SEO 2 ปีแล้ว ไม่เห็นผลควรทำไง?

คำนวณต้นทุนต่อลูกค้าก่อน ถ้าสูงกว่าราคาสินค้า ควรเลิกหรือเปลี่ยน

จะรู้ได้ไงว่า SEO ได้ผลจริง?

ดูยอดสอบถามและจำนวนลูกค้าที่ปิดได้จริง ไม่ใช่แค่คนเข้าชม

ต่อสัญญาต้องคิดยังไงให้คุ้ม?

เอา 3 ตัวเลขไปคุยกับเอเจนซี่ ขอแผนปีหน้าและวิธีวัดผลชัดเจน

เลิกแล้วจะเสียเนื้อหาที่สั่งสมไหม?

ขอดูข้อมูลทั้งหมดคืนก่อนเลิก เนื้อหาและเว็บเป็นของคุณ

ดูแค่เดือนเดียวพอไหม?

ไม่พอ ให้ดูค่าเฉลี่ย 6-12 เดือน เพราะ SEO มีฤดูกาล

อยากให้ช่วยวินิจฉัยเว็บของคุณแบบนี้ไหม?

ส่งเว็บไซต์และตลาดเป้าหมาย เราตอบภายใน 1 วันทำการ